สรุปเนื้อหา กลุ่มที่ 9 เรื่อง กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พึงทราบ
1.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการการชักธงชาติในสถานศึกษา
พ.ศ. 2547
กำหนดเวลาชักธงขึ้นและลง
กำหนดเวลาชักธงขึ้นและลง
(1) ในวันเปิดเรียน ชักธงขึ้นเวลาเข้าเรียน
และชักธงลงเวลา 18.00 นาฬิกา
(2) ในวันปิดเรียน ชักธงขึ้นเวลา 08.00 นาฬิกา และชักธงลง เวลา 18.00 นาฬิกา
สถานศึกษาใดมีความจำเป็นไม่อาจชักธงชาติขึ้นและลงตามเวลาที่กำหนดไว้ใน (1) หรือ (2)
ได้ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาสม
สถานศึกษาที่จัดการศึกษาในอุดมศึกษา ให้เป็นอำนาจของสถานศึกษานั้นๆ
มีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสม
การประดับธงในวันสำคัญ
ในโอกาสและวันพิธีสำคัญ
ให้ชักและประดับธงชาติ ณ สถานศึกษาตามกำหนดวันและระยะเวลาดังต่อไปนี้
(1) วันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม 1 วัน
(2) วันมาฆบูชา 1 วัน
(3) วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
และวันที่ระลึกมหาจักรกรีบรมราชวงศ์ วันที่ 6เมษายน 1 วัน
(4) วันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน 1 วัน
(5) วันฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 1 วัน
(6) วันพืชมงคล 1 วัน
(7) วันวิสาขบูชา 1 วัน
(8) วันอาสาฬหบูชา 1 วัน
(9) วันเข้าพรรษา 1 วัน
(10) วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
วันที่ 12 สิงหาคม 1 วัน
(11) วันสหประชาชาติ
วันที่ 24 ตุลาคม 1 วัน
(12)
วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 , 6 และ 7 ธันวาคม 3 วัน
(13) วันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม 1 วัน
การชักและประดับธงในโอกาสหรือวันพิธีสำคัญอื่นๆ
ให้เป็นไปตามทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นครั้งคราว
การลดธงครึ่งเสา
การปฏิบัติงานในกรณีที่ทางราชการประกาศให้ลดธงครึ่งเสา
ให้ชักธงขึ้นจนสุดเสาเมื่อธงถึงยอดเสาแล้วจึงลดให้อยู่ในระดับความสูงประมาณสองในสามส่วนของความสูงของเสาธงนั้น
และเมื่อชักธงลงให้ชักขึ้นไปถึงยอดเสาก่อน แล้วจึงชักธงลงตามปกติ
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547 โดยมีนายอภิศัย
โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ
2. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา
พ.ศ. 2547
ข้อที่ 1 . ให้สถานศึกษาเริ่มทำงานตั้งแต่ 08.30 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา หยุดกลางวันเวลา 12.00 นาฬิกา ถึง13.00 นาฬิกา เป็นเวลาทำงานปกติ
โดยมีวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์ และวันอาทิตย์
หยุดราชการเต็มทั้งสองวัน
สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องกำหนดเวลาเริ่มทำงานหรือวันหยุดราชการประจำสัปดาห์นอกเหนือจากที่กำหนดตามในวรรคหนึ่ง
ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดและรายงานส่วนราชการต้นสังกัดทราบ ทั้งนี้
ต้องมีเวลาทำงานสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง
ข้อ 2. วันปิดภาคเรียนให้ถือว่า
เป็นวันพักผ่อนของนักเรียน
ซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้
แต่ถ้ามีราชการจำเป็นให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการเหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติ
ข้อ 3. วันที่สถานศึกษาทำการสอนชดเชยหรือทดแทน
เนื่องจากสถานศึกษาสั่งปิดด้วยเหตุพิเศษหรือกรณีต่างๆ
ให้ถือว่าเป็นวันทำงานปกติตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547 โดยมีนายอภิศัย
โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ
3.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา
พ.ศ. 2548
ข้อ 1. ในระเบียบนี้ “ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา” หมายความว่า
ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดี หรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษา
หรือตำแหน่งที่เรียก ชื่ออย่างอื่นของโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้น“กระทำความผิด” หมายความว่า
การที่นักเรียนหรือนักศึกษาประพฤติฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของสถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธิการ
หรือกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา “การลงโทษ” หมายความว่า
การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด
โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน
ข้อ 2. โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด
มี 4 สถานดังนี้
2.1 ว่ากล่าวตักเตือน
2.2 ทำทัณฑ์บน
2.3 ตัดคะแนนความประพฤติ
2.4 กิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ข้อ 3. ห้ามลงโทษนักเรียน
และนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ
หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียน หรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย
การลงโทษนักเรียน หรือนักศึกษาให้เป็นไป
เพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียน
หรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนใน ทางที่ดีต่อไป
ให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา
หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษนักเรียน
นักศึกษา
ข้อ 4. การว่ากล่าวตักเตือนใช้ในกรณีนักเรียน
หรือนักศึกษากระทำความผิด ไม่ร้ายแรง
ข้อ 5. การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม
กับสภาพนักเรียนหรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียน และนักศึกษา
หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่เข็ดหลาบ
การทำทัณฑ์บนให้ทำเป็นหนังสือ และเชิญบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาบันทึกรับทราบความผิดและรับรองการทำทัณฑ์บนไว้ด้วย
ข้อ 6. การตัดคะแนนความประพฤติ
ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการ
ตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด
และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 7. ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ใช้ในกรณีที่นักเรียน และนักศึกษากระทำความผิดที่สมควร ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 โดยนายอดิศัย
โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ
4.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้เข้าสอบพ.ศ. 2548
ผู้เข้าสอบต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. การแต่งกาย
ถ้าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียนหรือนักศึกษาแล้วแต่กรณี
ถ้าเป็นผู้สมัครสอบต้องแต่งให้สุภาพเรียบร้อยตามประเพณีนิยม
2. ผู้เข้าสอบจะต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องตรวจสอบให้ทราบว่า
สถานที่สอบอยู่ ณ ที่ใด ห้องใด
3. ไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาเริ่มสอบตามสมควร ผู้ใดไปไม่ทันเวลา
ลงมือสอบวิชาใด ไม่มีสิทธิเข้าสอบวิชานั้น แต่สำหรับการสอบวิชาแรกในตอนเช้าของ
แต่ละวัน ผู้ใดเข้าห้องสอบหลังจากเวลาลงมือสอบแล้ว 15นาที
จะไม่ได้รับอนุญาตให้สอบวิชานั้น
เว้นแต่มีเหตุความจำเป็นให้อยู่ในดุลพินิจของประธานดำเนินการสอบพิจารณาอนุญาต
4. ไม่เข้าห้องสอบก่อนได้รับอนุญาต
5. ไม่นำเอกสาร เครื่องอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องสื่อสารใดๆ เข้าไป ในห้องสอบ
6. นั่งตามที่กำหนดให้ จะเปลี่ยนที่นั่งก่อนได้รับอนุญาตไม่ได้
7. ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการสอบ และคำสั่งของผู้กำกับการสอบ
โดยไม่ทุจริตในการสอบ
8. มิให้ผู้เข้าสอบคนอื่นคัดลอกคำตอบของตน รวมทั้งไม่พูดคุยกับผู้ใดในเวลาสอบ
เมื่อมีข้อ สงสัยหรือมีเหตุความจำเป็นให้แจ้งต่อผู้กำกับการสอบ
9. ประพฤติตนเป็นสุภาพชน
10. ผู้ใดสอบเสร็จก่อน ผู้นั้นต้องออกไปห่างจากห้องสอบ และไม่กระทำการใดๆ
อันเป็นการรบกวนแก่ผู้ที่ยังสอบอยู่
แต่ทั้งนี้ผู้เข้าสอบทุกคนจะออกจากห้องสอบก่อนเวลา 20 นาที หลังจากเริ่มสอบวิชานั้นไม่ได้
11 ไม่นำกระดาษสำหรับเขียนคำตอบที่ผู้กำกับการสอบแจกให้ออกไปจากห้องสอบ
ประกาศ
ณ วันที่ 30 กันยายน
พ.ศ. 2548 โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
5.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา
พ.ศ. 2548
“การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา” หมายความว่า
การที่ครู อาจารย์
หรือหัวหน้าสถานศึกษาพานักเรียนและนักศึกษาไปทำกิจกรรมการเรียนการสอนนอกสถานศึกษาตั้งแต่สองคนขึ้นไป
ซึ่งอาจไปเวลาเปิดทำการสอนหรือไม่ก็ได้
แต่ไม่รวมถึงการเดินทางไกลและการเข้าค่ายพักแรมของลูกเสือ ยุวกาชาด และเนตรนารี
และการไปนอกสถานที่ตามคำสั่งในทางราชการ
ข้อ 1
การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาจำแนกเป็น 3 ประเภท คือ
(1) การพาไปนอกสถานศึกษาไม่ค้างคืน
(2) การพาไปนอกสถานศึกษาค้างคืน
(3) การพาไปนอกราชอาณาจักร
ข้อ 2
การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาทุกประเภทให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ต้องได้รับอนุญาตก่อน โดยขออนุญาตตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้
(2) ให้หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ควบคุม
และจะต้องมีครู
เป็นผู้ช่วยผู้ควบคุมดูแลในการเดินทาง โดยครูหนึ่งคนต่อนักเรียนหรือนักศึกษาไม่เกิน
30 คนถ้านักเรียนและนักศึกษาเป็นหญิงไปด้วย ให้มีครูหญิงควบคุมไปด้วยตามเหมาะสม
(3) ผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุม
ต้องดำเนินการให้นักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระเบียบวินัยเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
(4) ห้ามผู้ควบคุม
ผู้ช่วยผู้ควบคุมเสพหรือชักชวนให้พนักงานขับรถหรือผู้ขับเรือเสพสุราหรือของมึนเมาขณะเดินทาง
(5) ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเลือกเส้นทางที่จะเดินทาง
เลือกยานพาหนะที่อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรงในการเดินทาง
รวมถึงให้พิจารณาเลือกพนักงานขับรถหรือผู้ขับเรือที่มีความรู้ ความชำนาญด้วย
(6) ในการเดินทางให้พิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำหรือขอความร่วมมืออื่นๆ
เท่าที่จำเป็น
รวมถึงจัดให้มีป้ายข้อความแสดงให้เห็นว่ายานพาหนะนั้นบรรทุกนักเรียนและนักศึกษา
(7) ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตให้พานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาตามข้อ
5 (1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้ได้รับมอบหมายหรือ
ผู้มีอำนาจเหนือสถานศึกษาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งแล้วแต่กรณี
เป็นผู้พิจารณาและอนุญาตตามข้อ 5 (2)
และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตตามข้อ 5 (3)
ข้อ 8 ให้ส่งคำขออนุญาตพร้อมโครงการที่จะไปนอกสถานศึกษา
ไปให้ผู้มีอำนาจพิจารณาก่อนวันออกเดินทาง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงออกเดินทางได้
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยนายนายจาตุรนต์ ฉายแสง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ
6.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวัน เดือน ปีเกิดในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน
ในสถานศึกษา พ.ศ.
2548
“หลักฐานทางการศึกษา” หมายความว่า เอกสารอันเป็นหลักฐานทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา ได้แก่ ทะเบียนนักเรียนนักศึกษา สมุดประจำตัวนักเรียนนักศึกษา สมุดประจำชั้น บัญชีเรียกชื่อ ใบส่งตัวนักเรียนนักศึกษา หลักฐานแสดงผลการเรียน ประกาศนียบัตร หรือเอกสาร
อื่นใดในลักษณะเดียวกันหรือเอกสารที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นหลักฐานทางการศึกษาตามระเบียบนี้“
ข้อ 1 ให้สถานศึกษาถือเป็นหน้าที่
ในการที่จะรับเด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ
เข้าเรียนในสถานศึกษา
กรณีเด็กย้ายที่อยู่ใหม่ สถานศึกษาต้องอำนวยความสะดวก
และติดตามให้เด็กได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่ใกล้กับที่อยู่ใหม่
ข้อ 2การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน
ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
ดังต่อไปนี้
1 สูติบัตร
2 ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตามข้อ (1) ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด
บัตรประชาสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านหรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน
3 ในกรณีไม่มีหลักฐานตามข้อ (1) หรือ (2) ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการแกให้
หรือ เอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้
4 ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตามข้อ (1) (2) และ (3) ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือองค์กรเอกชน
ทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล ตามแนบท้ายระเบียบนี้
เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
5 ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือ องค์กรตามข้อ (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียนหรือผู้เกี่ยวข้อง
เพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งทะเบียนประวัติบุคคลตามแนบท้ายระเบียบนี้เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
ประกาศ ณ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยมีจตุรนต์
ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
7.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาพ.ศ. 2548
พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการเพื่อส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา
ดังต่อไปนี้
1
. สอบถามครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษา
เกี่ยวกับความประพฤติ การศึกษา นิสัย
และสติปัญญาของนักเรียนหรือนักศึกษาที่ฝ่าฝืนกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา
หรือระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา
2. เรียกให้ผู้ปกครอง ครู อาจารย์
หรือหัวหน้าสถานศึกษาที่นักเรียนหรือนักศึกษากำลังศึกษาอยู่มารับตัวนักเรียนหรือนักศึกษา
เพื่อว่ากล่าว อบรม สั่งสอน ต่อไป
3. ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในเรื่องการอบรมและสั่งสอนนักเรียนนักศึกษา
4. เรียกผู้ปกครองมาว่ากล่าวตักเตือนหรือทำทัณฑ์บนว่าจะปกครองดูแลมิให้นักเรียนหรือนักศึกษาฝ่าฝืนกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา
หรือ ระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาอีก
5. สอดส่อง ดูแล
รวมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล
หรือแหล่งที่ชักจูงนักเรียนและนักศึกษาให้มีพฤติกรรมในทางมิชอบ
6. ประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ตำรวจ
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น
ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 โดยมีนายอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ
8.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549
ข้อ 1 ในระเบียบนี้
“กรณีพิเศษ” หมายความว่า
กรณีจำเป็นต้องใช้สถานศึกษาเพื่อประชุม สัมมนา ฝึกอบรม จัดสอบ พักแรม
จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรหรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจเปิดเรียนได้ตามปกติ
“เหตุพิเศษ” หมายความว่า
เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติสาธารณะ
“เลขาธิการ” หมายความรวมถึงอธิบดี
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมด้วย
“สถานศึกษา” หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
โรงเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษ ศูนย์การเรียน วิทยาลัย
หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของรัฐหรือเอกชน
ที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในในการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและตามประกาศกระทรวง
“หัวหน้าสถานศึกษา” หมายความว่า ครูใหญ่
อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ
อธิการบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นในลักษณะเดียวกัน
“นักเรียนและนักศึกษา” หมายความว่า
บุคคลซึ่งกำลังรับการศึกษาอยู่ในสถานศึกษา
ข้อ 2 ในรอบปีการศึกษาหนึ่ง
วันเริ่มต้นปีการศึกษา คือวันที่ 16 พฤษภาคม
และวันสิ้นปีการศึกษา คือวันที่ 15พฤษภาคม ของปีถัดไป
ข้อ 3 ให้สถานศึกษาเปิดและปิดภาคเรียนตามปกติในรอบปีการศึกษาหนึ่งตามที่กำหนดไว้
ดังต่อไปนี้
(1) ภาคเรียนที่หนึ่ง วันเปิดภาคเรียน วันที่ 16 พฤษภาคม วันปิดภาคเรียนวันที่ 11ตุลาคม
(2) ภาคเรียนที่สอง วันเปิดภาคเรียน วันที่ 1 พฤศจิกายน
วันปิดภาคเรียนวันที่ 1 เมษายนของปีถัดไป
สถานศึกษาใดประสงค์จะเปิดและปิดภาคเรียนแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดเป็นผู้กำหนดตามที่เห็นสมควร
ข้อ 4 ผู้มีอำนาจสั่งปิดสถานศึกษาเป็นกรณีพิเศษ
คือ
(1) หัวหน้าสถานศึกษา สั่งปิดได้ไม่เกินเจ็ดวัน
(2) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ขอต่อส่วนราชการเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น
เมื่อได้สั่งปิดสถานศึกษาไปแล้ว
สถานศึกษาต้องทำการสอนชดเชยให้ครบตามจำนวนวันที่ปิดนั้น
ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น