วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

ข้อสอบปลายภาค

ข้อสอบปลายภาคให้นักศึกษาทำลงในบล็อกของนักศึกษาทุกข้อทุกข้อ มี 10  ข้อ
1. คำว่า จรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี กฎหมาย ให้นักศึกษาให้คำนิยาม และสรุปว่าคำเหล่านี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ตอบ       จรรยาบรรณ คือ หลักความประพฤติปฏิบัติอันเหมาะสมแสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมที่พึงปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพที่บุคคลในแต่ละวิชาชีพได้ประมวลขึ้นเป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ ยึดถือปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นถึงจริยธรรมปลูกฝัง และเสริมสร้างให้สมาชิกมีจิตสำนึกบังเกิดขึ้นในตนเองเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร และมุ่งหวังให้สมาชิกได้ยึดถือ เพื่อรักษาชื่อเสียงและส่งเสริมเกียรติคุณของสมาชิก และสาขาวิชาชีพของตน
จริยธรรม คือ คุณสมบัติทางความประพฤติที่สังคมมุ่งหวัง เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ของสังคม หรือประพฤติตามค่านิยมที่พึงประสงค์ โดยเน้นที่การประพฤติชอบ ถ้านิยามสั้นๆ คือ "หลักของการประพฤติ" หรือ "แนวทางของการประพฤติ"
คุณธรรม คือ  คุณงามความดีที่สั่งสมในจิตใจมนุษย์โดยผ่านการเรียนรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ หรือ ความดีงามที่อยู่ในจิตใจ หรือจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคล หรือหลักธรรมที่รู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดีซึ่งฝังรากอยู่ในจิตใจ
 ค่านิยม คือ  ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของ ความคิด และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนา คุณค่าและความถูกต้องของสังคมนั้นๆ
จารีตประเพณี คือ การสืบทอด หรือส่งต่อความคิด กฎระเบียบ และ ธรรมเนียมการปฏิบัติ
กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับความประพฤติของมนุษย์ ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุด หรือรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้บัญญัติขึ้นผู้ใดฝ่าฝืน มีสภาพบังคับ
จากนิยาม มีทั้งสิ่งที่เหมือนกันและต่างกัน
สิ่งที่ต่างกัน คือ  จรรยาบรรณ คือหลักของความประพฤติที่เหมาะสม
จริยธรรม คือ ความประพฤติที่เหมาะสม
คุณธรรม คือ ความดี
                ค่านิยม คือ ทัศนของสังคมหรือคนกลุ่มใหญ่ เกี่ยวข้องกับคุณค่าและความถูกต้อง
                กฎหมาย คือข้อบังคับที่สร้างขึ้นในสังคมนั้นๆ
สิ่งที่เหมือนกัน คือ   สิ่งดีงามซึ่งเป็นข้อตกลงที่พึงประพฤติ ปฏิบัติ ยึดถือร่วมกันในสังคม

2. ในสังคมทุกวันนี้ กฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อมนุษย์อย่างไร หากไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับให้ สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักกฎหมายได้บัญญัติขึ้น จงให้เหตุผลยกตัวอย่าง 
ตอบ   การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งเกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย แต่ละสังคม  จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมพฤติกรรมลดความขัดแย้งของประชาชนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยความเป็นระเบียบ ในสังคมและให้มนุษย์ได้ ยึดถือปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าหากไม่มีกฎหมายสังคมจะมีแต่ความวุ่นวาย ทุกคนจะทำตามใจของตนเองเพราะต่างคนต่างมองว่าตนจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิด จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองมีความสุข จะมีแต่ความเดือดร้อน มีอาชญากรรม มีโจรผู้ร้าย คนที่ทำผิดก็จะไม่ได้รับการลงโทษ  สังคมมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ประชาชนก็จะมีสิทธิและเสรีภาพไม่เท่าเทียมกัน อยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข  และจากคำถามถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับให้ สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักกฎหมายได้บัญญัติขึ้น  จริงแต่ในบางครั้งก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่ยังฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น กฎหมายการบังคับใช้อุปกรณ์หาปลาของเรือประมงเพื่อทำให้พันธุ์สัตว์น้ำสูญหาย ที่บังคับใช้ แต่ก็ยังมีชาวประมงบางส่วนที่ต้นทุนน้อยยัง ลักลอบใช้อุปกรณ์ที่กฎหมายประกาศห้ามจึงส่งผลให้พันธุ์สัตว์น้ำเริ่มสูญหาย 
3. พระราชบัญญัติการการศึกษา มีหลักในการจัดการศึกษาและแนวการจัดการศึกษาทำได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ    พระราชบัญญัติการศึกษา ในหมวด 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา  จะกล่าวถึงหลักการสำคัญของการจัดกระบวนการเรียนการสอน (มาตรา 22)  ซึ่งรวมถึงจุดมุ่งหมายและสาระเนื้อหาของหลักสูตร (มาตรา 23 และ 27)  กระบวนการจัดการ (มาตรา 24) และการประเมินผล (มาตรา 25)  องค์กรที่จัดทำหลักสูตร (มาตรา 26) และเงื่อนไขของความสำเร็จอื่นๆ
          มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
          มาตรา 22 ไม่ได้กล่าวโดยตรงว่า ต้องยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน เพราะอาจจะสร้างปัญหาเชิงกฎหมายในการบังคับใช้  และการตีความ  นอกจากนั้นในปรัชญาการเรียนการสอนควรหลีกเลี่ยงแนวคิดแบบสุดโด่งที่แยกขั้วระหว่างการเรียนของนักเรียนและการสอนของครูมาตรา 22  จึงกล่าวอย่างเป็นกลางๆ ไว้โดย "ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
          มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้  คุณธรรม  กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
          (1) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง  และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก  รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทย และระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
          (2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  รวมทั้งความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์เรื่องการจัดการ  การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน
          (3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
          (4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
          (5) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
          มาตรา 23 กล่าวถึงเนื้อหาสาระหรือทิศทางของเนื้อหาสาระของหลักสูตรโดยทั่วไปแต่อาจจะเน้นมาทางหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานมากหน่อย  โดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มการเรียนรู้เป็น 5 กลุ่ม ตามวรรคหนึ่งถึงวรรคห้าของมาตรา 23
          ในข้อเท็จจริง การกำหนดเนื้อหาสาระของหลักสูตรจะต้องพิจารณาระดับการศึกษา ประเภทของการศึกษา และความถนัดส่วนบุคคลมาประกอบด้วย การศึกษาระดับที่สูงขึ้นไปย่อมจัดหลักสูตรที่เน้นสาขาวิชาและสาขาวิชาเฉพาะมากยิ่งขึ้น  แต่ถ้าเป็นหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานก็ควรจะต้องมีองค์ประกอบที่เรียกว่า หลักสูตรแกนกลางที่เน้นตัวร่วมหรือค่านิยมร่วม (Core Values)  ระดับชาติ และจะต้องมีหลักสูตรที่สะท้อนปัญหา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นด้วย        มาตรา 23 จึงเป็นการวางหลักการทั่วไป ส่วนความแตกต่างในแต่ละระดับจะนำไปกล่าวไว้ในมาตรา 27
          มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
          (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
          (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
          (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
          (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
          (5) ส่งเสริม สนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้  รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ
          (6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่  มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
          มาตรา 24 กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องดำเนินการแนวทาง 6 ประการ หรือเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์และลักษณะของวิชา
          มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน  พิพิธภัณฑ์  หอศิลป์  สวนสัตว์  สวนสาธารณะ  สวนพฤกษศาสตร์  อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ  แหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
          มาตรานี้จะช่วยส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต  ซึ่งรวมความถึงการศึกษาต่อเนื่องในความหมายเดิมของระบบการศึกษานอกโรงเรียน ฉะนั้น การจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ (ต่อเนื่อง) จึงกระทำได้ในชุมชนต่างๆ 
          มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน  ความประพฤติ  การสังเกตพฤติกรรมการเรียน  การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
          ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อและให้นำผลการประเมินผู้เรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
          มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย  ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ  การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ  ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ
          ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
          มาตรา 27 กำหนดผู้รับผิดชอบจัดทำหลักสูตรไว้เป็น 2 ระดับ  ระดับชาติให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลาง  ส่วนระดับท้องถิ่นให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระหลักสูตรที่เกี่ยวกับท้องถิ่น
          การจัดทำหลักสูตรของสองส่วนนี้  เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน  การสอนหลักวิชาตามหลักสูตรแกนกลางนั้นสามารถนำเอาเนื้อหาสาระของท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบได้เสมอ  ไม่ว่าจะเป็น วิชาประวัติศาสตร์ ที่มุ่งหมายให้นักเรียนเข้าใจประวัติความเป็นมาของชุมชนของตนเอง และของชาติ  หรือการสอนวิชาชีพก็จะสามารถนำข้อมูลอาชีพในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบของการเรียนการสอน
          จุดหมายของหลักสูตรแกนกลาง "เพื่อความเป็นไทย" นั้น ก็หมายถึงความเป็นไทยในลักษณะที่มีเอกลักษณ์จากชาติอื่น  ฉะนั้น ความเป็นไทยในความหมายนี้รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นทุกๆ แห่งที่ปรากฏในอาณาจักรไทยปัจจุบัน
          มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตามมาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
          สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาการ และวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงามและความรับผิดชอบต่อสังคม
          สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ  วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัย  เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคม
          มาตรา 28 กล่าวถึงหลักสูตรระดับต่างๆ ต้องมีลักษณะหลากหลายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีความสมดุลตามวรรคสอง และหลักสูตรอุดมศึกษา ต้องมีลักษณะตามวรรคสาม
          มาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล  ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เอกชน  องค์กรเอกชน  องค์กรวิชาชีพ  สถาบันศาสนา สถานประกอบการ  และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน  โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน  เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จัดเลือกสรรภูมิปัญหาและความต้องการรวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
          มาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
4. ในฐานะที่นักศึกษาทุกคนทราบว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงปฏิวัติ นักศึกษาคิดว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอย่างไร วิธีการที่คณะรัฐบาลทหารแก้ไขอยู่นี้น่าจะดีหรือไม่ดีจงให้เหตุผลและอธิบาย
ตอบ 1. ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ในหมู่ประชาชน ทำให้ประชาชนที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลด้วยความสงบถูกกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลใช้อาวุธสงครามเช่น เหตุการณ์ประชาชนถูกทำร้ายเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งมีผู้ที่พิการ
2. ชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากการขายข้าวให้รัฐบาลแต่ไม่ได้รับเงินมาเป็นเวลานาน รัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ชาวนาได้เพราะรัฐบาลรักษาการณ์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกู้เงินมาจ่ายให้ชาวนาได้  
3. การทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล และนักการเมือง โดยเฉพาะจากโครงการรับจำนำข้าว
ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลในชุดนี้มีทั้งส่วนดีและไม่ดี ส่วนดีเช่น การกระจายอำนาจในด้านของการศึกษา  ประเทศชาติมีความสงบสุข  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างเข้มงวด  ส่วนที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จเช่น ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนระดับรากหญ้า ผลผลิตราคาตกต่ำ  ต้นทุนราคาสูง  และในเรื่องของความเด็ดขาดของกฎหมายเช่นกฎหมาย ลงโทษผู้ที่ข่มขืนผู้อื่นยังไม่เข้มแข็ง ยังมีผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและประชาชนยังคงเสียขวัญเป็นจำนวนมาก
5.ความเคลื่อนไหวทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศมีการปฏิรูปขึ้น หากหน่วยงานทางการศึกษา เช่นเขตพื้นที่ประถมศึกษา เขตพื้นที่มัธยมศึกษา มีการยุบ และได้มีการนำสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่จังหวัดในรูปแบบองค์คณะบุคคลเช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ เห็นด้วย เพราะ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง เป็นการป้องกันการทุจริตเช่นในด้านของงบประมาณ  การบริหารงานอื่นๆเป็นต้นแต่อาจมีช่องโหว่เช่นการบริหารงานที่อาจจะไม่ทั่วถึงเพราะศูนย์กลางของแต่ละจังหวัดมีเพียงแค่ที่เดียว
6.ในฐานะที่นักศึกษาจะลงไปฝึกสอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน วิชากฎหมายนี้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรจงยกตัวอย่างที่นักศึกษาคิดว่านำไปปฏิบัติกับตัวนักศึกษาและนักเรียนได้ ยกตัวอย่างอธิบายพร้อมเหตุผลทำไมจึงทำเช่นนั้น
ตอบ   จากเรื่องที่ศึกษา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้คือครูจำเป็นต้องมีความรอบรู้ในทุกๆอย่างเกี่ยวกับการศึกษาเพราะต้องมีการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง โรงเรียน เพื่อนครูด้วยกันและรวมไปถึงนักเรียน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้สิ่งที่ได้ศึกษาในคาบเรียนเหล่านี้ไปใช้
ตัวอย่างเช่น ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ถ้าหากมีนักเรียนโดนรังแกหรือโดนทำร้ายเราสามารถใช้ความรู้เหล่านี้ในการช่วยเหลือนักเรียนได้      ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบที่ว่าด้วยพานักเรียนไปทัศนศึกษา ถ้าจะพานักเรียนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ก็ได้ทำหนังสือขออนุญาต  จัดอาจารย์ไปด้วยกันถูกเป็นต้น
7. คำว่าการประกันคุณภาพมีความหมายอย่างไร มีหลักการประกันอย่างไร ถ้าหน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเองเรียกว่าอะไรเข้ามีวิธีการทำอย่างไร หากนอกสังกัดเขาลงมือทำเขาเรียกว่าอะไร มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไร (ให้ตอบเฉพาะของการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
ตอบ การประกันคุณภาพการศึกษา (QUALITY ASSURANCE) หมายถึง การทำกิจกรรม หรือ การปฏิบัติภารกิจหลักอย่างมีระบบตามแบบแผนที่กำหนดไว้ โดยมีการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพ และการประเมิน คุณภาพ จนทำให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของดัชนี ชี้วัด ระบบและกระบวนการผลิต ผลผลิตและผลลัพธ์ ของการจัดการศึกษา ประกอบด้วยการ ประกันคุณภาพภายใน และการประกันคุณภาพภายนอก
หลักการประกันคุณภาพการศึกษา
           1. การสร้างความมั่นใจและสร้างความพึงพอใจในคุณภาพการศึกษา
           2. การป้องกันปัญหา ต้องมีการวางแผนและเตรียมการ
           3. การตั้งมั่นบนหลักวิชาในการพัฒนาหลักวิชาชีพ
           4. การดำเนินงานสามารถติดตามตรวจสอบและประเมินตนเองได้
           5. การดำเนินงานเน้นคุณภาพในการปฏิบัติงานทุกระดับทุกขั้นตอน
           6. การสร้างความรู้ ทักษะและความมั่นใจให้กับบุคลากรในสถานศึกษา
           7. การประสานสัมพันธ์ในองค์กร บุคลากรในพื้นที่
           8. การเน้นภาวะผู้นำของผู้บริหาร
หน่วยงานต้นสังกัดลงมือทำ เรียกว่า การประกันคุณภาพภายใน หมายถึง การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั่นเอง หรือโดย หน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้นมีขั้นตอนคือ
 1 การวางแผน
2 การปฏิบัติตามแผน
3 การตรวจสอบประเมินผล
4 การนำผลการประเมินมาปรับปรุงงาน
นอกสังกัดลงมือทำเรียกว่า  การประกันคุณภาพภายนอก หมายถึง การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา หรือบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรองเพื่อเป็นการ ประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระบบและกลไก หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆที่มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกัน อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยบุคลากร ทรัพยากร กฎเกณฑ์ มาตรการ แนวปฏิบัติ และปัจจัยต่างๆ เป็น กลไกให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย

8ในฐานะที่ท่านจะเป็นครูมืออาชีพท่านจะต้องนำวิชากฎหมายและการประกันคุณภาพมาประยุกต์ใช้ได้ อย่างไร ตั้งแต่เรื่องการจัดการเรียนการสอน ชุมชน การดูแลนักเรียน ขอให้ตอบโดยนำหลักคิดมาประยุกต์ใช้
ตอบ หากเป็นครู ในการจัดการเรียนการสอน   การนำกฎหมายคุ้มครองเด็กมาใช้เมื่อทราบถึงกฎหมายแล้วก็จะได้นำมาประพฤติปฏิบัติและวางตัวต่อเด็กได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชู้สาว การลงโทษเด็กที่รุนแรงเกินกว่าเหตุเป็นต้น
                ด้านชุมชน ก็ได้เผยแพร่สิ่งที่ผู้ปกครองควรทราบเกี่ยวกับเด็กแบบเข้าใจได้ง่าย และระบุกฎระเบียบต่างๆที่ได้ตกลงกัน
                ด้านการดูแลนักเรียน สามารถนำมาให้ในการรักษาผลประโยชน์ที่นักเรียนได้รับอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นค่าเล่าเรียน  อาหารกลางวันฟรี  ทุนการศึกษาเหล่านี้เป็นต้น 
9. วิชานี้ท่านคิดว่าเรียนไปแล้วมีประโยชน์หรือไม่ ถ้านักศึกษาไม่ได้เรียนก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูน่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โปรดยกตัวอย่างประกอบการอธิบายและเมื่อได้เรียนแล้วจะได้ระมัดระวังอย่างไร
ตอบ
 มีประโยชน์ เพราะในขณะที่ออกฝึกสอนต้องพบเจอกับครู  นักเรียนคณะผู้บริหารงานอื่นๆ เช่นถ้าเกิดไม่ทราบถึงระเบียบวินัยของวิชาชีพครู จรรยาบรรณวิชาชีพครู เมื่อไปโรงเรียนอาจมีนักเรียนมาชอบพอในเชิงชู้สาว ก็จะเล่นด้วยกับนักเรียนวางตัวลำบาก เมื่อทราบกฎข้อนี้แล้วก็รู้จักที่จะวางตัวมากขึ้นระวังตัวเองมากขึ้น
10. การสอนแบบใช้เทคโนโลยีเว็ปบล็อกผสมผสานกับรายงานของนักศึกษา นักศึกษาคิดว่ามีประโยชน์หรือไม่อย่างไรจงแสดงความคิดเห็นตามแนวคิดของนักศึกษา

ตอบ มีประโยชน์ เพราะสามารถแสวงหาความรู้ได้ตลอดทุกที่ทุกเวลาที่มีอินเตอร์เน็ต และสามารถทำการบ้านส่งอาจารย์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปส่ง ไม่ต้องเปลืองกระดาษ และอีกอย่างหนึ่งคือในตอนนี้ตัวดิฉันเองก็เล่นอินเตอร์เน็ตเป็นประจำอยู่แล้วจึงทำให้สะดวกเป็นอย่างมากในการค้นคว้าหางานและส่งงานอาจารย์ มี ประโยชน์มากๆคะ

อนุทินที่ 7

1.จงบอกสภาพปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างและท่านมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร
ตอบ       ปัญหาประชากร คือการเปลี่ยนไปของโครงสร้างประชากร จำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นและมีคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น    ความยากจนในครอบครัวของเด็กกลุ่มวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน การแก้ปัญหา คือ จะต้องกำหนดทั้งแนวทางทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติตอบสนองต่อการเปลี่ยนไปของประชากรดังกล่าวเช่นรัฐไม่เก็บค่าใช่จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี เป็นต้น
                ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลงไปจำนวนมาก การแก้ปัญหาคือ ควรมีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการบังคับใช้ เช่นกฎหมายเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ป่า และเอาผิดให้เห็นอย่างชัดเจน  และควรดำเนินการเอาผิดกับโรงงานผู้มีอิทธิพลที่ปล่อยมลพิษหรือน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง
                ปัญหาการเมืองเศรษฐกิจและสังคม คนว่างงานจำนวนมาก  ต้นทุนราคาสูง ผลผลิตราคาตกต่ำการแก้ปัญหาคือ รัฐบาลควรมีนโยบายคือการประกันราคาของผลผลิตและมีการจัดการที่มีคุณภาพ
                ปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา คือคุณภาพการศึกษายังขาดมาตรฐานและขาดระบบการประกันคุณภาพการศึกษา การแก้ปัญหาคือ สถานศึกษาแต่ละที่เมื่อได้รับการรับรองแล้วควรมีการติดตามผลอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง
ปัญหาด้านศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยถูกละเลยควรมีการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างชัดเจนไม่ใช่เฉพาะคนบางส่วน ควรมีการเผยแพร่วัฒนธรรมในลักษณะเดียวกับละครเกาหลีจะทำให้เยาวชนหันมาสนใจกันมากขึ้น เช่นการทำซีรี่ย์ละครไทย การแต่ชุดไทยแนวประยุกต์ให้เป็นเทรนเป็นกระแสจำทำให้เยาวชนหันมาสนใจวัฒนธรรมของตนเองเพิ่มมากขึ้น
2.จงอธิบายทิศทางใหม่ในการจัดการศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 15 ปี ตามที่ท่านมีภูมิรู้และเข้าใจ
ตอบ   ในการจัดการศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ ระยะยาว 15 ปี จะพัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนาสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมภูมิปัญญาและการเรียนรู้ การพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคนและสร้างสังคมคุณธรรมภูมิปัญญาและการเรียนรู้และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช่ในการพัฒนา
3.ท่านคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่มุ่งพัฒนาให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย" ได้อย่างไร
ตอบ เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และต้องประกอบไปด้วยสองเงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
4. แนวนโยบายเพื่อดำเนินการพัฒนาคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ มีเป้าหมายและ กรอบดำเนินการอย่างไร
ตอบ เป้าหมาย
1.เด็กปฐมวัยอายุ 0-5 ปีทุกคน ได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมทุกด้านก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษา
            2.เด็กทุกคนจบการศึกษาภาคบังคับเก้าปี
            3.คนไทยทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานสิบสองปี
            4.มีกำลังคนด้านอาชีวศึกษาระดับต่างๆที่คุณภาพ และปริมาณเพียงพอกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ
            5.มีการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย
            6.ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานสิบสองปีมีโอกาสได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จัดในหลากหลายรูปแบบ
            7.มีการจัดบริการทางการศึกษาในรูปแบบวิธีการต่างๆทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบและนอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการศึกษาของประชนทุกคน
 กรอบดำเนินการ
          1.ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาและการ เตรียมความพร้อมในรูปแบบที่หลากหลาย โดยเน้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง
          2.ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
          3.จัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
          4. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อพัฒนากำลังคนทุกระดับในภาคการผลิตและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ยกระดับความรู้ ความสามารถในทางวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่อง
         5. ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีความหลากหลาย และให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศและตอบสนองความต้องการชุมชนท้องถิ่น
         6. จัดบริการการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษต่าง ๆ
         7. ส่งเสริมการจัดการศึกษาเฉพาะทาง
         8. ส่งเสริมมีการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น
5.แนวนโยบายเพื่อดำเนินการและเสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน มีเป้าหมายและกรอบดำเนินการอย่างไร
ตอบ    เป้าหมาย
1. มีการบูรณาการด้านการศึกษา ศาสนาศิลปะ และวัฒนธรรม ทั้งเนื้อหา กระบวนการ และกิจกรรมการเรียนรู้
2. บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบัน สังคมอื่นทุกแห่งร่วมคิดและร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนาคนไทยให้มีศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
3. คนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยม และพฤติกรรมที่เหมาะสมตามระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม
  กรอบดำเนินการ
1) ปฏิรูปโครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตรในทุก ระดับการศึกษาให้มีสาระของความรู้เกี่ยว กับความจริงของชีวิตและธรรมชาติ หลักธรรมของศาสนา คุณธรรม จริยธรรม
2) ส่งเสริมบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นมีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยมอันดีงาม
3) บูรณาการการศึกษาและศาสนาเข้าด้วยกันโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นความรู้ และคุณธรรม
4) ส่งเสริมและสนับสนุนวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ด้วยกระบวนการทางการศึกษาและฝึกอบรม
6.ท่านมีแนวทางในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทำได้อย่างไร
ตอบ  ดิฉันคิดว่าทุกคนในสังคมไทยจะต้อง พัฒนาตนเองได้ต้องแสวงหาความรู้อยู่เสมอ ถ้ามีแหล่งความรู้ให้ศึกษาค้นคว้ามีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งทอดความรู้ มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เข้าถึงความรู้และคนรู้จักวิธีแสวงหาความรู้ ยิ่งสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้มากขึ้น เมื่อเรียนรู้ได้มากขึ้น ก็สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้มากขึ้น เมื่อนำมาบูรณาการระหว่างความรู้เก่ากับความรู้ใหม่ก็จะเกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาอีก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เป็นวงจรที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุดที่เรียกว่า วงจรแห่งการเรียนรู้
7.การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน ท่านเข้าใจว่าอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ตามความเข้าใจของดิฉันเองคิดว่า ถ้าสิ่งแวดล้อมดีแล้วไม่ว่าจะเป็น ด้านวัตถุหรือด้านจิตใจ คนก็จะสามารถมีกำลังใจและมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยในการพัฒนา เปรียบเหมือน ข้าวพันธ์ดีถ้าปลูกในสิ่งแวดล้อมที่ดีผลผลิตก็จะออกมาดี แต่ถ้าปลูกในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีข้าวก็ยากที่จะออกมาดี
8.การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศมีเป้าหมายและกรอบการดำเนินการอย่างไร
ตอบ
เป้าหมาย
    1. มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการศึกษาอย่างทั่วถึง
    2. ประชาชนทุกคนเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และสามารถใช้เพิ่มพูนความรู้และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
     กรอบการดำเนินงาน
    1) ส่งเสริมหน่วยงานทุกระดับและสถานศึกษาทุกแห่งให้มีระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
    2) ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และ เพิ่มคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
    3) ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ใช้ และผู้ผลิตเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีจิตสำนึก จรรยาบรรณ มีความรับผิดชอบ และผลิต สื่อเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพ
    4) พัฒนาผู้รับและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเลือกสรร กลั่นกรอง และใช้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ
9.แนวทางการบริหารเพื่อนำสู่แผนการปฏิบัติ มีอะไรบ้าง
ตอบ       1. จัดให้มีการเรียนรู้กระบวนการของแผนรวมกันของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในระดับเขตพื้นที่เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำกรอบแนวปฏิบัติของแผน
2. ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระดับเขตพื้นที่ร่วมกันสร้างกรอบความคิดและหลักการในการกำหนดแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน
                3. ระบุองค์กรที่รับผิดชอบจัดทำและนำแผนปฏิบัติการสู่การปฏิบัติ
10. การประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติ มีขั้นตอน และกระบวนการประเมินอย่างไร
ตอบ  ขั้นตอนและกระบวนการประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติ
1. การประเมินผลขั้นเตรียมความพร้อม
2. ประเมินกระบวนการปฏิบัติของแผน
3. ประเมินผลผลิต ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ของแผนที่ส่งไปยังกลุ่มเป้าหมาย

4. ให้องค์กรกลางเป็นผู้ทำการประเมินโดยตรง โดยประชาชน ประชาคม และบุคลากรภายนอกองค์กรเป็นผู้ให้ข้อมูลการประเมิน

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

อนุทินที่ 6


สรุปเนื้อหา กลุ่มที่
 9 เรื่อง กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พึงทราบ

1.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.. 2547 
กำหนดเวลาชักธงขึ้นและลง
          (1) ในวันเปิดเรียน ชักธงขึ้นเวลาเข้าเรียน และชักธงลงเวลา 18.00 นาฬิกา
          (2) ในวันปิดเรียน ชักธงขึ้นเวลา 08.00 นาฬิกา และชักธงลง เวลา 18.00 นาฬิกา
          สถานศึกษาใดมีความจำเป็นไม่อาจชักธงชาติขึ้นและลงตามเวลาที่กำหนดไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาสม
          สถานศึกษาที่จัดการศึกษาในอุดมศึกษา ให้เป็นอำนาจของสถานศึกษานั้นๆ มีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสม
การประดับธงในวันสำคัญ
 ในโอกาสและวันพิธีสำคัญ ให้ชักและประดับธงชาติ ณ สถานศึกษาตามกำหนดวันและระยะเวลาดังต่อไปนี้
          (1) วันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม  1 วัน
          (2) วันมาฆบูชา  1 วัน
          (3) วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรกรีบรมราชวงศ์ วันที่ 6เมษายน  1 วัน
(4) วันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน  1 วัน
          (5) วันฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 1 วัน
          (6) วันพืชมงคล 1 วัน
(7) วันวิสาขบูชา 1 วัน
          (8) วันอาสาฬหบูชา 1 วัน
          (9)  วันเข้าพรรษา 1 วัน
          (10)  วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม  1 วัน
          (11)  วันสหประชาชาติ วันที่ 24 ตุลาคม 1 วัน
(12) วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5 , 6 และ  7 ธันวาคม  3 วัน
          (13)  วันรัฐธรรมนูญ  วันที่ 10 ธันวาคม  1 วัน
          การชักและประดับธงในโอกาสหรือวันพิธีสำคัญอื่นๆ ให้เป็นไปตามทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นครั้งคราว
การลดธงครึ่งเสา
การปฏิบัติงานในกรณีที่ทางราชการประกาศให้ลดธงครึ่งเสา ให้ชักธงขึ้นจนสุดเสาเมื่อธงถึงยอดเสาแล้วจึงลดให้อยู่ในระดับความสูงประมาณสองในสามส่วนของความสูงของเสาธงนั้น และเมื่อชักธงลงให้ชักขึ้นไปถึงยอดเสาก่อน แล้วจึงชักธงลงตามปกติ
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.. 2547 โดยมีนายอภิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

2. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา
 .. 2547
ข้อที่ 1 . ให้สถานศึกษาเริ่มทำงานตั้งแต่ 08.30 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา หยุดกลางวันเวลา 12.00 นาฬิกา ถึง13.00 นาฬิกา เป็นเวลาทำงานปกติ โดยมีวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ หยุดราชการเต็มทั้งสองวัน
สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องกำหนดเวลาเริ่มทำงานหรือวันหยุดราชการประจำสัปดาห์นอกเหนือจากที่กำหนดตามในวรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาเป็นผู้กำหนดและรายงานส่วนราชการต้นสังกัดทราบ ทั้งนี้ ต้องมีเวลาทำงานสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง
ข้อ 2. วันปิดภาคเรียนให้ถือว่า เป็นวันพักผ่อนของนักเรียน ซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้ แต่ถ้ามีราชการจำเป็นให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการเหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติ
ข้อ 3. วันที่สถานศึกษาทำการสอนชดเชยหรือทดแทน เนื่องจากสถานศึกษาสั่งปิดด้วยเหตุพิเศษหรือกรณีต่างๆ ให้ถือว่าเป็นวันทำงานปกติตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.. 2547  โดยมีนายอภิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

3.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548
ข้อ 1. ในระเบียบนี้ “ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา” หมายความว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดี หรือหัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือตำแหน่งที่เรียก ชื่ออย่างอื่นของโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้นกระทำความผิด” หมายความว่า การที่นักเรียนหรือนักศึกษาประพฤติฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของสถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา “การลงโทษ” หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน
ข้อ 2. โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี 4 สถานดังนี้
2.1 ว่ากล่าวตักเตือน
2.2 ทำทัณฑ์บน
2.3 ตัดคะแนนความประพฤติ
2.4 กิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ข้อ 3. ห้ามลงโทษนักเรียน และนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียน หรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียน หรือนักศึกษาให้เป็นไป เพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียน หรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนใน ทางที่ดีต่อไป
ให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษนักเรียน นักศึกษา
ข้อ 4. การว่ากล่าวตักเตือนใช้ในกรณีนักเรียน หรือนักศึกษากระทำความผิด ไม่ร้ายแรง
ข้อ 5. การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม กับสภาพนักเรียนหรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียน และนักศึกษา หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่เข็ดหลาบ การทำทัณฑ์บนให้ทำเป็นหนังสือ และเชิญบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาบันทึกรับทราบความผิดและรับรองการทำทัณฑ์บนไว้ด้วย
ข้อ 6. การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการ ตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 7. ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียน และนักศึกษากระทำความผิดที่สมควร ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548  โดยนายอดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ

4.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้เข้าสอบพ.ศ. 2548
ผู้เข้าสอบต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. การแต่งกาย ถ้าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียนหรือนักศึกษาแล้วแต่กรณี ถ้าเป็นผู้สมัครสอบต้องแต่งให้สุภาพเรียบร้อยตามประเพณีนิยม
          2. ผู้เข้าสอบจะต้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องตรวจสอบให้ทราบว่า สถานที่สอบอยู่ ณ ที่ใด ห้องใด
3. ไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาเริ่มสอบตามสมควร ผู้ใดไปไม่ทันเวลา ลงมือสอบวิชาใด ไม่มีสิทธิเข้าสอบวิชานั้น แต่สำหรับการสอบวิชาแรกในตอนเช้าของ แต่ละวัน ผู้ใดเข้าห้องสอบหลังจากเวลาลงมือสอบแล้ว 15นาที จะไม่ได้รับอนุญาตให้สอบวิชานั้น เว้นแต่มีเหตุความจำเป็นให้อยู่ในดุลพินิจของประธานดำเนินการสอบพิจารณาอนุญาต
4. ไม่เข้าห้องสอบก่อนได้รับอนุญาต
5. ไม่นำเอกสาร เครื่องอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องสื่อสารใดๆ เข้าไป ในห้องสอบ
6. นั่งตามที่กำหนดให้ จะเปลี่ยนที่นั่งก่อนได้รับอนุญาตไม่ได้
7. ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการสอบ และคำสั่งของผู้กำกับการสอบ โดยไม่ทุจริตในการสอบ
8. มิให้ผู้เข้าสอบคนอื่นคัดลอกคำตอบของตน รวมทั้งไม่พูดคุยกับผู้ใดในเวลาสอบ เมื่อมีข้อ สงสัยหรือมีเหตุความจำเป็นให้แจ้งต่อผู้กำกับการสอบ
9. ประพฤติตนเป็นสุภาพชน
10. ผู้ใดสอบเสร็จก่อน ผู้นั้นต้องออกไปห่างจากห้องสอบ และไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนแก่ผู้ที่ยังสอบอยู่ แต่ทั้งนี้ผู้เข้าสอบทุกคนจะออกจากห้องสอบก่อนเวลา 20 นาที หลังจากเริ่มสอบวิชานั้นไม่ได้
11 ไม่นำกระดาษสำหรับเขียนคำตอบที่ผู้กำกับการสอบแจกให้ออกไปจากห้องสอบ
ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


5.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ. 2548
          “การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา” หมายความว่า การที่ครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษาพานักเรียนและนักศึกษาไปทำกิจกรรมการเรียนการสอนนอกสถานศึกษาตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจไปเวลาเปิดทำการสอนหรือไม่ก็ได้ แต่ไม่รวมถึงการเดินทางไกลและการเข้าค่ายพักแรมของลูกเสือ ยุวกาชาด และเนตรนารี และการไปนอกสถานที่ตามคำสั่งในทางราชการ
ข้อ 1 การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาจำแนกเป็น 3 ประเภท คือ
(1)   การพาไปนอกสถานศึกษาไม่ค้างคืน
(2)   การพาไปนอกสถานศึกษาค้างคืน
(3)   การพาไปนอกราชอาณาจักร
ข้อ 2 การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาทุกประเภทให้ปฏิบัติดังนี้
(1)   ต้องได้รับอนุญาตก่อน  โดยขออนุญาตตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้
(2)   ให้หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ควบคุม และจะต้องมีครู
เป็นผู้ช่วยผู้ควบคุมดูแลในการเดินทาง  โดยครูหนึ่งคนต่อนักเรียนหรือนักศึกษาไม่เกิน 30 คนถ้านักเรียนและนักศึกษาเป็นหญิงไปด้วย ให้มีครูหญิงควบคุมไปด้วยตามเหมาะสม
(3)   ผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุม ต้องดำเนินการให้นักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระเบียบวินัยเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
(4)   ห้ามผู้ควบคุม ผู้ช่วยผู้ควบคุมเสพหรือชักชวนให้พนักงานขับรถหรือผู้ขับเรือเสพสุราหรือของมึนเมาขณะเดินทาง
(5)   ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเลือกเส้นทางที่จะเดินทาง เลือกยานพาหนะที่อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรงในการเดินทาง รวมถึงให้พิจารณาเลือกพนักงานขับรถหรือผู้ขับเรือที่มีความรู้ ความชำนาญด้วย
(6)   ในการเดินทางให้พิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำหรือขอความร่วมมืออื่นๆ เท่าที่จำเป็น รวมถึงจัดให้มีป้ายข้อความแสดงให้เห็นว่ายานพาหนะนั้นบรรทุกนักเรียนและนักศึกษา
(7)   ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตให้พานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาตามข้อ 5 (1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้ได้รับมอบหมายหรือ ผู้มีอำนาจเหนือสถานศึกษาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งแล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาและอนุญาตตามข้อ 5 (2) และหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาและอนุญาตตามข้อ 5 (3)
ข้อ 8 ให้ส่งคำขออนุญาตพร้อมโครงการที่จะไปนอกสถานศึกษา ไปให้ผู้มีอำนาจพิจารณาก่อนวันออกเดินทาง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงออกเดินทางได้
           ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยนายนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ  



6.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวัน  เดือน  ปีเกิดในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน
ในสถานศึกษา  .. 2548
          “หลักฐานทางการศึกษา”   หมายความว่า  เอกสารอันเป็นหลักฐานทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา  ได้แก่ ทะเบียนนักเรียนนักศึกษา  สมุดประจำตัวนักเรียนนักศึกษา  สมุดประจำชั้น  บัญชีเรียกชื่อ  ใบส่งตัวนักเรียนนักศึกษา หลักฐานแสดงผลการเรียน  ประกาศนียบัตร  หรือเอกสาร
อื่นใดในลักษณะเดียวกันหรือเอกสารที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เป็นหลักฐานทางการศึกษาตามระเบียบนี้
          ข้อ  1  ให้สถานศึกษาถือเป็นหน้าที่ ในการที่จะรับเด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ เข้าเรียนในสถานศึกษา
          กรณีเด็กย้ายที่อยู่ใหม่ สถานศึกษาต้องอำนวยความสะดวก และติดตามให้เด็กได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่ใกล้กับที่อยู่ใหม่
          ข้อ 2การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
             1  สูติบัตร 
2  ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตามข้อ  (1) ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด บัตรประชาสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านหรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน
3  ในกรณีไม่มีหลักฐานตามข้อ  (1)  หรือ  (2)  ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการแกให้ หรือ เอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้
4  ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตามข้อ  (1)  (2)  และ (3)  ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือองค์กรเอกชน ทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล ตามแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือ องค์กรตามข้อ (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียนหรือผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งทะเบียนประวัติบุคคลตามแนบท้ายระเบียบนี้เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา
                          ประกาศ    วันที่  5  กันยายน  .. 2548   โดยมีจตุรนต์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

7.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาพ.. 2548
 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการเพื่อส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ดังต่อไปนี้
 1 . สอบถามครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษา เกี่ยวกับความประพฤติ การศึกษา นิสัย และสติปัญญาของนักเรียนหรือนักศึกษาที่ฝ่าฝืนกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา หรือระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา
2. เรียกให้ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษาที่นักเรียนหรือนักศึกษากำลังศึกษาอยู่มารับตัวนักเรียนหรือนักศึกษา เพื่อว่ากล่าว อบรม สั่งสอน ต่อไป
3. ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในเรื่องการอบรมและสั่งสอนนักเรียนนักศึกษา
4. เรียกผู้ปกครองมาว่ากล่าวตักเตือนหรือทำทัณฑ์บนว่าจะปกครองดูแลมิให้นักเรียนหรือนักศึกษาฝ่าฝืนกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา หรือ ระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาอีก
5. สอดส่อง ดูแล รวมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล หรือแหล่งที่ชักจูงนักเรียนและนักศึกษาให้มีพฤติกรรมในทางมิชอบ
6. ประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น
      ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.. 2548   โดยมีนายอดิศัย โพธารามิก  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ
         
8.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา  การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.. 2549
          ข้อ 1 ในระเบียบนี้
          “กรณีพิเศษ” หมายความว่า กรณีจำเป็นต้องใช้สถานศึกษาเพื่อประชุม สัมมนา ฝึกอบรม จัดสอบ พักแรม จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรหรือกิจกรรมอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจเปิดเรียนได้ตามปกติ
          “เหตุพิเศษ” หมายความว่า เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติสาธารณะ
          “เลขาธิการ” หมายความรวมถึงอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมด้วย
          “สถานศึกษา” หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษ ศูนย์การเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของรัฐหรือเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในในการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและตามประกาศกระทรวง
          “หัวหน้าสถานศึกษา” หมายความว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นในลักษณะเดียวกัน
          “นักเรียนและนักศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งกำลังรับการศึกษาอยู่ในสถานศึกษา
          ข้อ 2 ในรอบปีการศึกษาหนึ่ง วันเริ่มต้นปีการศึกษา คือวันที่ 16 พฤษภาคม และวันสิ้นปีการศึกษา คือวันที่ 15พฤษภาคม ของปีถัดไป
          ข้อ 3 ให้สถานศึกษาเปิดและปิดภาคเรียนตามปกติในรอบปีการศึกษาหนึ่งตามที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้
          (1) ภาคเรียนที่หนึ่ง วันเปิดภาคเรียน วันที่ 16 พฤษภาคม วันปิดภาคเรียนวันที่ 11ตุลาคม
          (2) ภาคเรียนที่สอง วันเปิดภาคเรียน วันที่ 1 พฤศจิกายน วันปิดภาคเรียนวันที่ 1 เมษายนของปีถัดไป
          สถานศึกษาใดประสงค์จะเปิดและปิดภาคเรียนแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดเป็นผู้กำหนดตามที่เห็นสมควร
          ข้อ 4 ผู้มีอำนาจสั่งปิดสถานศึกษาเป็นกรณีพิเศษ คือ
          (1) หัวหน้าสถานศึกษา สั่งปิดได้ไม่เกินเจ็ดวัน
          (2) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ขอต่อส่วนราชการเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น
          เมื่อได้สั่งปิดสถานศึกษาไปแล้ว สถานศึกษาต้องทำการสอนชดเชยให้ครบตามจำนวนวันที่ปิดนั้น
ประกาศ ณ วันที่  28  กันยายน  พ.ศ. 2549  โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ  ณ อยุธยา เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ